Category Archives: Find My iPhone

ตามล่า iPhone สุดขอบเมืองด้วย Find My iPhone

เนื่องจากโพสนั้นมันตกไปหน้าอื่นแล้ว แต่ผมเดาว่าอาจมีหลายท่านที่ยังไม่ได้อ่าน แล้วเข้าเวปมาหาไม่เจอ ฉะนั้นผมจะรวมลิงค์ไว้ให้ตรงนี้นะครับ

ภาค 1
บทเสริมภาค 1

ภาค 2
บทเสริมภาค 2

ภาค 3
บทเสริมภาค 3

ภาค 4

ภาค 5 (ภาคจบ)

ตามล่า iPhone สุดขอบเมืองด้วย Find My iPhone ภาค 5

ภาคจบแห่งมหากาพย์ตามล่า iPhone สุดขอบเมืองก็ได้ฤกษ์คลอดแล้วในที่สุดครับ ก่อนที่จะเข้าเรื่องผมขอเล่าอะไรสั้นๆ ก่อนนะครับ

ก่อนอื่นคงต้องขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ให้ความสนใจในการติดตาม iPhone ของผมนี้ ถึงแม้ Comment จะน้อย แต่จากการที่ได้พูดคุยกับหลายๆ ท่านในช่วงหลายเดือนมานี้พบว่ามีคนได้อ่านมากพอสมควร ที่ผมตลกที่สุดคือมีรุ่นน้องที่ผมรู้จักคนนึง รู้จักมาได้ซักพักแล้วล่ะ เจอกันบ่อยพอประมาณ ทุกทีที่เจอกันก็คุยเล่นกันตามภาษาไร้สาระอยู่เสมอ แต่มาวันนึงเค้าก็ถามผมโดยที่เหมือนจะไม่อยากถามว่า “พี่แบงค์ๆ เมื่อไหร่จะเขียนภาค 5 ต่อ ว่าจะไม่ถามแล้ว แต่อดไม่ได้” พอผมได้ยินคำถามก็ผมถึงกับหัวเราะปนดีใจว่าเค้าอ่านเรื่องราวของเราด้วยเหรอนี่ พอได้สอบถามเพิ่มก็ได้ความว่าเขาอ่านมานานแล้ว แต่ไม่ได้บอกเรา เอิ๊กๆ เอาล่ะเริ่มกันเลยดีกว่า

หลังจากที่ผมได้รับโทรศัพท์จากทางร้าน B และได้ทราบถึงตัวคนที่ขโมย iPhone ไปนั้นว่าเป็นใคร ร้าน B ก็ถามผมต่อว่าพอจะรู้มั๊ยว่าเด็กคนที่ขโมยไปนั้นพักที่ไหน เขาอยากจะไปคุยกับเด็กเพื่อที่จะได้รู้ว่าควรทำอย่างกันต่อไปดี ผมก็บอกว่าผมรู้ เพราะว่าเคยไปที่พักของเด็กคนนั้นมาแล้ว ร้าน B จึงขอนัดพบผม เพื่อให้ผมนำทางไป โดยตอนแรกจะนัดเย็นวันที่โทรมาเลยด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากผมติดธุระ เลยขอนัดเป็นอีก 3 วันถัดมา เวลา 14.00 แทน

3 วันผ่านไป เป็นวันที่ 17 กันยายน 2552 ผมก็ได้ติดต่อกับร้าน B ว่าขอนัดพบที่ปั๊มน้ำมันแห่งนึงในบริเวณใกล้กับที่พักของเด็กที่ขโมยไป (บอกตรงๆ ว่าตอนนั้นผมก็กลัวเหมือนกันว่านี่เป็นแผนการอะไรซักอย่างรึเปล่า ก็เลยพยายามนัดในที่ที่มีคนหน่อย) พอใกล้ถึงเวลานัด ทางร้าน B และญาติที่เป็นตำรวจ (ยาวเกิ๊น ขอเรียกสั้นๆ ว่า จ่าอ้วน ละกันนะครับ) ก็ไปถึงสถานที่นัดพบก่อนผมพอสมควร (ผมตั้งใจไปสาย เพื่อจะได้ไม่เป็นเป้านิ่ง ไม่รู้คิดมากไปป่าวตรู)

ผมไปถึงสายประมาณครึ่งชั่วโมงได้ พอไปถึงก็คุยกันอยู่แป๊บนึง ผมก็เริ่มเบาใจว่าคงไม่ใช่แผนการหลอกอะไรผม เพราะเค้ามีกระดาษที่พิมพ์รูปถ่ายมาด้วย ผมจึงอุ่นใจ และนำทางต่อไปยังที่พักของเด็กที่ขโมยไป

ขับจากปั๊มน้ำมันที่เป็นจุดนัดพบไม่ถึง 3 นาที ก็ถึงจุดหมายของเรา ผมว่าถึงตรงนี้คงมีหลายคนเดาถูกแน่นอนว่าคือที่ไหน สถานที่จุดหมายที่เป็นที่พักของเด็กที่ขโมยไปนั้น ก็คือหอพักของเพื่อนของเพื่อนที่น้องชายผมไปนอนค้างเมื่อคืนที่ iPhone หายนั่นเอง!!

หลังจากจอดรถกันเรียบร้อย จ่าอ้วนก็ให้ผมโทรติดต่อกับคุณพี่สาวที่เป็นเจ้าของห้องทันที โดยยังไม่ให้ผมบอกอะไรมาก ให้บอกแค่ว่าอยากมาคุยด้วยเฉยๆ ไม่ต้องบอกว่ามีตำรวจมา พอนัดแนะกันเสร็จ ผมก็ทำการโทรศัพท์ไปหาคุณพี่สาวเจ้าของห้องทันที รอซักพักเธอก็รับสายขึ้นมาด้วยความงงว่า ใครโทรหาตูฟะ ผมจึงท้าวความอยู่ซักแป๊บ เธอก็จำได้ พร้อมกับน้ำเสียงเธอที่เปลี่ยนไปทันที ผมอธิบายว่าเนื่องจากมีหลักฐานเพิ่มเติม เลยอยากมาคุยขอข้อมูลเพิ่ม เธอก็อ้างว่าตอนนี้มานวดอยู่ข้างนอก เดี๋ยวไว้ตอนเย็นๆ จะกลับไปคุยด้วย (น้ำเสียงแบบไม่สะดวกใจเท่าไหร่) ผมก็ตกลงตามที่เธอว่า

หลังจากวางสาย ผม จ่าอ้วน และร้าน B จึงหาร้านอาหารแถวนั้นนั่งกินโค้กไปพลางๆ คุยกันพลาง ทำความรู้จักกันมากขึ้น หลังจากที่คุยกันไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็มีโทรศัพท์จากคุณพี่สาวเข้ามาหาผม ผมก็รีบรับสายทันที เธอก็ถามผมด้วยน้ำเสียงกลัวๆ ว่ามากันกี่คน ผมก็ตอบไปว่า 3 เธอก็ถามต่อว่ามีตำรวจมาด้วยรึเปล่า ผมก็บอกไปตามตรงว่ามี แต่ไม่ได้มาในนามตำรวจ เค้าแค่อยากมาคุยด้วยเฉยๆ แล้วก็ถามว่าตอนนี้อยู่ที่ไหนกัน ผมก็บอกว่าอยู่ร้านอาหารฝั่งตรงข้ามนี่แล จะลงมาคุยกันที่นี่มั๊ย เธอก็บอกว่าให้ขึ้นไปที่ห้องดีกว่า เค้าไม่อยากให้ใครเห็นหรือได้ยินที่คุยกัน พร้อมกับอนุญาตให้ผมและคณะขึ้นไปที่ห้องได้แล้วก็วางสายไป

ผม จ่าอ้วน และร้าน B จึงรีบเช็คบิล แล้วก็ขึ้นไปหาที่ห้องทันที แต่ก่อนที่จะขึ้นไปได้ก็ติดระบบคีย์การ์ดอยู่ด้านล่างหอ ไม่สามารถเข้าไปในหอได้ สรุปพวกผม 3 คน (เป็นตำรวจด้วย 1 คนนะ) ต้องยืนรอจนมีคนออกจากหอ แล้วจึงรีบวิ่งไปจับประตูไม่ให้ปิด เพื่อที่จะแอบขึ้นไป (ฮา)

พอขึ้นไปถึงที่ห้องพัก ผมก็เคาะประตู ด้านในก็มีเสียงโวยวายเล็กน้อยก่อนที่ประตูจะเปิด พอเปิดเข้าไป เด็กผู้หญิงในห้องคนนึงก็ยกมือไหว้ร้าน B ทันที ผมก็งงว่ารู้จักกันหรืออย่างไร ปรากฎว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ก็คือคนเดียวกับที่นำเครื่อง iPhone ของน้องผมไปขายที่ร้าน B นั่นเอง

ในห้องขณะนั้นมีกันอยู่ 3 คน คือพี่สาวเจ้าของห้อง เด็กผู้หญิงคนนึง และก็น้องชายเจ้าของห้อง หรือเด็กคนที่ขโมยเครื่องไปนั่นเอง รวมกับผมอีก 3 คนเป็น 6 คน บรรยากาศในห้องขณะนั้นอึมครึมมากๆ พี่สาวเจ้าของห้องกำลังร้องไห้พร้อมกับดุด่าว่าน้องชายของตัวอยู่ด้วยความเสียใจ

ผม กับร้าน B ก็มอบหน้าที่ให้จ่าอ้วนเป็นคนคุย จ่าอ้วนก็พยายามสอนเด็กว่าสิ่งที่ทำนั้นมันไม่ดี ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน (ต้องขออภ้ยส่วนตรงนี้ด้วย ผมจำได้แต่บริบทครับ จำไม่ได้ละเอียดว่าคุยอะไรบ้าง) โดยระหว่างที่สอนเด็ก พี่สาวก็พยายามจะตีน้องชาย พร้อมกับด่าอยู่เป็นระยะๆ จ่าอ้วนก็พยายามปลอดพี่สาวพร้อมกับสอนเด็กไปพร้อมๆ กัน นาทีนั้นผมสงสารผู้เป็นพี่สาวมาก โดยตั้งแต่เริ่มเข้าไปในห้องจนถึงตรงนี้ เด็กคนที่ขโมยไปนั้นยังไม่ยอมเปิดปากพูดเลยซักคำ จะมีปฏิกริยาก็แค่พยักหน้าอย่างเดียวเท่านั้น จ่าอ้วนจึงได้ถามถึงว่าที่ขโมยไปขายเนี่ย เอาเงินไปทำอะไร คำตอบที่ได้ก็คือเอาไปกินไปซื้อของให้แฟน (เด็กผู้หญิงในห้อง) หมดแล้ว ผมจึงถามเด็กผู้หญิงคนนั้นว่ารู้รึเปล่าว่าโทรศัพท์ที่เอาไปขายนั้นเป็นเครื่องที่ขโมยมา เด็กผู้หญิงก็บอกว่าไม่รู้ (เชื่อได้รึเปล่าก็ไม่รู้)

พอพี่สาวเริ่มเย็นลง พี่สาวก็เล่าว่าเค้าสงสัยมมาได้ซักพักแล้วว่าน้องเค้าเป็นคนขโมยไป เพราะหลังจากวันที่เกิดเรื่องนั้นไม่กี่วัน เค้าก็พบ iPhone case สีส้มอยู่ในห้องเค้า เค้าก็ถามน้องชายว่าไปได้มายังไง น้องเค้าก็บอกเค้าว่าเพื่อนมาลืมเอาไว้ และพอเล่าจบคุณพี่สาวก็ขอร้องผม และร้าน B ว่าอย่าเอาเรื่องน้องชายเค้าเลย เห็นแก่อนาคตของน้องเค้าด้วย ส่วนเรื่องเงินเดี๋ยวจะชดใช้ให้เอง ด้วยความสงสาร + ไม่อยากให้เรื่องมันยาว ผมและร้าน B จึงตกลงกันตามนั้น แต่ใจผมก็อยากจะให้โอกาสเด็กจริงๆ นะครับตอนนั้น ด้วยความเชื่อที่ว่า “ทุกคนเป็นคนดีเท่ากัน เพียงแต่ต้องอาศัยเวลาและความเข้าใจที่ต่างกัน” หลังจากตกลงกันได้ก็แยกย้ายกันกลับ โดยระหว่างขับรถกลับ คุณพี่สาวก็โทรมาขอร้องผมอีกรอบเรื่องน้องชายของเค้า ผมก็รับปากเป็นมั่นเหมาะ โดยมีเงื่อนไขที่ว่า อย่าให้ผมรู้ว่าน้องคุณทำเรื่องแบบนี้อีก…

พอกลับถึงบ้าน ผมก็นึกถึงคุณปุ๊กได้ ไม่รู้ว่าเธอได้เงินคืนจากร้าน A รึยัง ผมจึงโทรไปสอบถาม และเล่าให้ฟังในสิ่งที่ผมผ่านมาวันนี้ เธอก็บอกว่าเธอได้รับเงินจากร้าน A เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อวาน ก็ทำเอาผมโล่งใจ และก็ทำให้เรื่องนี้จบลงแบบ Happy Ending ครับ ไม่มีใครต้องสูญเสียทรัพย์สินอะไร จะมีก็คงมีแต่ความรู้สึกของพี่สาวที่เสียไปกับน้องชายของเธอเอง

จบแล้วครับ สำหรับตามล่า iPhone สุดขอบเมือง ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะครับ ภาคนี้อาจจะสั้นๆ ห้วนๆ เล็กน้อยนะครับ หวังว่าท่านผู้อ่านคงไม่ว่ากัน แล้วไว้ผมจะพยายามเขียนบทความดีๆ เป็นความรู้ใหม่ๆ มาฝากท่านผู้อ่านทุกคนนะครับ ติดตามอัพเดทได้ทาง Twitter ของผม @Bankja เช่นเคยครับ (ทวีตแบบมีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง)

ทิ้งท้ายอีกนิดว่าในตอนแรกเรื่องนี้คงไม่ได้มาเล่าบอกต่อๆ กัน ถ้ามันไม่ใช่เพราะการได้เครื่องคืนด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย และผมอยากเสริมว่ากรณีของผมนั้นถือว่าเป็นโชคมากกว่าฝีมือนะครับ ฉะนั้นการดูแลรักษาเครื่องโทรศัพท์ของท่านไว้ให้ดี อย่าให้หายเป็นสิ่งสำคัญ และพึ่งพาได้มากที่สุดครับ

@Bankja

ตามล่า iPhone สุดขอบเมืองด้วย Find My iPhone ภาค 4

มาแล้วครับกับ “ตามล่า iPhone สุดขอบเมืองด้วย Find My iPhone ภาค 4” ซึ่งห่างหายไปนานหลายเดือนมาก (กี่เดือนอย่าไปนับเลย นับแล้วรู้สึกผิดที่ทำให้หลายท่านรอ ต้องขออภัยจริงๆ ครับ) บางท่านอาจจะเกรงว่าผมเว้นไปหลายเดือน จะยังจำเรื่งอราวได้อยู่มั๊ย ผมขอรับรองว่าจำได้ครับ เพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับผมบ่อยแน่ๆ เลยจำได้แม่นเลย ถึงไม่แม่น ก็เอาเป็นว่าไม่ต่ำกว่า 95% ละกันครับ :) เอาเป็นว่าผมจะไม่นอกเรื่องละกันครับ เข้าเรื่องต่อกันเลยดีกว่า

ต่อจากบทเสริมของภาค 3 ที่มีสายตรวจมาถึงที่ห้างแล้ว ผมก็นัดเจอกับสายตรวจที่บริเวณหน้าร้าน Swensen ครับ (ระหว่างที่รอก็กินไอติมไปพลางๆ ชิวดีมั๊ย ประมาณว่ามั่นใจมาก ตูได้เครื่องคืนแน่ๆ) สายตรวจมากันสองนายครับ เค้าก็ติดต่อวิทยุไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่คอยดูแลอยู่ในบริเวณห้างเดอะมอลล์งามวงศ์วานอีกกลุ่มนึงมาสมทบเข้าด้วยกัน โดยมาอีกประมาณ 2 นาย พอทุกคนมากันพร้อมหน้าแล้ว ผม คุณปุ๊ก และตำรวจอีก 4 นาย ก็เดินบุกไปยังร้านขายมือถือที่คุณปุ๊กได้ซื้อ iPhone มาทันที

พอเดินไปถึงที่ร้านพร้อมกับตำรวจ (ผมสมมุติชื่อร้านว่าร้าน A ละกันนะครับ) ทางร้านก็ทำหน้าแปลกใจ ประมาณว่างานเข้ารึเปล่าวะตู โดยในขณะนั้นร้านขายมือถือบริเวณรอบด้านก็เริ่มฮือฮา และมุงดูว่าเกิดอะไรขึ้น พอได้จังหวะ คุณสายตรวจก็เปิดฉากอธิบายก่อนว่ามีคนแจ้งความว่ามือถือหาย และพบว่าเครื่องที่หายไป เป็นเครื่องที่ร้านนี้รับซื้อมา จึงอยากมาสอบถามว่าเรื่องราวเป็นยังไงมายังไง

พอทางร้าน A ได้ยินอย่างนั้นปุ๊บ ก็ถามหาหลักฐานก่อนเลยทันทีว่า มีหลักฐานอะไรหาว่าเค้ารับซื้อเครื่องขโมยมา คุณปุ๊กจึงหยิบ iPhone เครื่องที่ซื้อกับร้าน A ขึ้นมาให้ดู ส่วนผมก็หยิบกล่องใส่ iPhone ของเครื่องนั้นขึ้นมาให้ทางร้านทดลองตรวจ Serial Number และ IMEI เครื่องดู พอทางร้านดูว่าตรงกันก็ยอมรับทันทีว่าเป็นเครื่องที่ถูกขโมยมาอย่างแน่นอน ทางตำรวจจึงสอบถามเพิ่มเติมว่าได้มือถือเครื่องนี้มาได้อย่างไร ร้าน A จึงตอบมาโดยพลันทันทีว่ารับมาจากอีกร้านนึง (สมมุติว่าเป็นร้าน B) ตำรวจก็เลยให้ทางร้าน A นำทางไปคุยกับร้าน B ทันที โดยให้ผม, คุณปุ๊ก และตำรวจสายตรวจอีกนายรอที่ร้าน A

หลังจากรออยู่ประมาณ 20 นาที ชุดที่ไปร้าน B ก็กลับมาพร้อมกับเจ้าของร้านมือถือ B เป็นผู้หญิงวัยประมาณ 30 กว่าๆ พอมากันครบหน้าแล้ว ทางตำรวจก็ยังไม่สอบถามอะไรเพิ่มเติม แต่นำทางให้ทุกคนไปยังบริเวณลานจอดรถชั้นล่าง ซึ่งในขณะนั้นผมก็ยังงงๆ ว่าเดินไปไหนกัน แต่ก็เดินๆ ตามกันไปก่อน

เดินไปได้ซักพัก ผมก็เห็นว่ามีห้องซึ่งลักษณะเหมือนออฟฟิศสำหรับหน่วย รปภ.อยู่ ตำรวจก็นำทุกคนรวมทั้งผม และคุณปุ๊กเข้าไปในออฟฟิศนั้น ข้างในกว้างขวางพอสมควร ข้างในจะเห็นที่ทำงาน และที่พักของตำรวจ และรปภ.ที่ประจำอยู่ในห้างแห่งนั้น (ผมเพิ่งรู้ว่ามีห้องพักสำหรับตำรวจที่มาประจำอยู่ในห้างด้วยก็วันนี้นี่แหล่ะ)

พอเข้าไปถึง คุณตำรวจก็แยกนำเจ้าของร้านมือถือ B เข้าไปในห้องกระจกด้านในเพื่อทำการสอบปากคำว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร โดยมีผม คุณปุ๊ก และร้าน A นั่งรออยู่ด้านนอก ระหว่างที่รอนี้ ผมก็เลยลองถามตำรวจที่อยู่ใกล้ๆ ว่าคดีนี้ควรจะทำอย่างไรต่อไป เขาก็บอกว่าคดีแบบนี้เป็นคดีแบบรับของโจรกันเป็นทอดๆ ต้องเรียกค่าเสียหาย หรือเอาความกันเป็นทอดๆ ไป ซึ่งในนาทีนั้นผมหวังแค่ได้เครื่องคืนก็ดีใจแล้ว ไม่อยากทำอะไรให้ยุ่งยาก ส่วนคุณปุ๊กก็หวังแค่ได้เงินคืนและให้เรื่องจบก็พอใจแล้ว ผมและคุณปุ๊กสองคนเลยไม่อยากให้เป็นคดีกันยาวๆ เพราะต่างฝ่ายต่างขี้เกียจ (แล้วแต่มุมมองนะครับตรงนี้)

เวลาผ่านไปประมาณ 30 นาที คุณผู้หญิงร้าน B ก็เสร็จจากการสอบปากคำ ซึ่งเบื้องต้น ทางตำรวจจะตั้งข้อหาว่ารับของโจรให้กับร้าน B ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เจตนารับของโจร ซึ่งพอมาถึงตรงนี้ ทางร้าน B ก็ให้ความร่วมมือเต็มที่ (มันต้องแน่นอนอยู่แล้ว ใครจะอยากโดนตั้งข้อหา ส่วนเรื่องตั้งใจรับ หรือไม่รับของโจร ตรงนี้อีกเรื่องนึง) โดยทางร้าน B บอกว่าได้มีการถ่ายสำเนาบัตรประชาชนของผู้ที่นำเครื่องมาขายไว้ ทางตำรวจจึงให้ทางร้าน B ไปค้นสำเนาที่ว่านี่มาแสดง เพื่อจะได้ตามสืบต่อได้ว่าคนที่ขโมยเป็นใคร (ส่วนตัวผมพอได้ยินว่ามีถ่ายบัตรเอาไว้ ผมก็รอลุ้นตัวโก่งด้วยความสงสัย + แค้นเล็กๆ เลยล่ะครับ ว่าใครเป็นคนที่ขโมยไป)

ผ่านไปซักไม่กี่นาที ร้าน B ก็กลับมาพร้อมกับสำเนาบัตรประชาชนของคนที่นำเครื่องมาขาย พอผมได้โอกาส ผมก็ขอหยิบมาดูทันทีเพื่อให้หายข้องใจ… ปรากฎว่าภาพที่ผมเห็น ไม่ตรงกับผู้ต้องสงสัยทั้ง 6 คนเลยแต่อย่างใด กลับเป็นภาพของผู้หญิงผิวคล้ำอายุราวๆ 16 ปี (ต่อไปนี้จะเรียกว่าน้องส้ม) ซึ่งทำเอาผมงงไปพอสมควร ผมจึงได้ถามทางร้าน B ต่อว่า คนที่มาขายมาคนเดียว หรือพาใครมาด้วยรึเปล่า เขาก็ค่อยๆ นึก และบอกว่ามากันสองคน อีกคนเป็นวัยรุ่นชายผิวคล้ำๆ พร้อมทั้งพยายามบรรยายลักษณะหน้าตามา แต่เนื่องจากด้วยความที่เรื่องมันเกิดหลายวันแล้ว ผมก็จำหน้าตาของผู้ต้องสงสัยทั้งหมดไม่ได้แล้วเหมือนกัน จึงไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นคนที่ขโมยไปกันแน่ แต่ที่แน่ๆ ถ้าคนที่มาขายเป็นวัยรุ่น (ถ้าไม่ได้ฝากเพื่อน หรือน้องมาขาย) ผมก็สามารถตัดผู้ต้องสงสัยคนที่เป็นพี่สาวเพื่อนผู้เป็นเจ้าของห้อง กับแฟนหนุ่มของเค้าออกไปได้ทันที สรุปคือตอนนี้กลุ่มผู้ต้องสงสัยก็คือเด็กวัยรุ่น 4 คน เพื่อนน้องผมนั่นเอง

ซึ่งระหว่างปรึกษาหารือว่าจะทำยังไงกันต่อไป ทางคุณปุ๊ก และร้าน A ก็เสนอขึ้นมาว่าให้คืนเงินกับของกันเป็นทอดๆ ไป เพราะไม่อยากให้เรื่องยาว โดยลักษณะการคืนจะเป็นประมาณนี้

  1. คุณปุ๊กคืน iPhone <—> ร้าน A คืนเงินคุณปุ๊ก
  2. ร้าน A คืน iPhone <—> ร้าน B คืนเงินร้าน A
  3. ร้าน B คืน iPhone <—> ผมรับ iPhone คืน

ซึ่งถ้าเป็นไปตามผังนี้ ก็แปลว่าร้านที่จะรับผิดชอบหนักที่สุดคือร้าน B เพราะจะไม่ได้เงินคืน กลายเป็นว่าเสียเงินรับซื้อ iPhone แต่ก็ต้องเอาเครื่องคืนเจ้าของ (ผม) ไป ซึ่งเบื้องต้นทางร้าน B ก็ยินดีที่จะทำแบบนี้ เพราะไม่อยากให้เป็นคดีขึ้นมา ประกอบกับคุณๆ ตำรวจทั้งหลายก็ไม่อยากทำคดีนี้ให้เป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน (เพราะมันเป็นคดีเล็กน้อย) ก็เลยเหมือนว่าทุกฝ่ายจะลงตัวกับข้อตกลงที่ว่าคืนเงิน และของกันเป็นทอดๆ ไป

ตรงนี้ผมขอเสริมว่า จริงๆ เรื่องมันเป็นคดีอาญาอยู่แล้วตั้งแต่วันที่ผมเข้าไปแจ้งความ และคดีอาญานี้ยอมความกันไม่ได้นะครับ จะมีก็แต่ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำให้มันเงียบไปเอง ฉะนั้นถ้าจบในรูปนี้ อันที่จริงทางตำรวจก็ต้องมีความผิดเต็มๆ ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ครับ

หลังจากคุยกันเรียบร้อย ทางตำรวจจึงเชิญทุกท่านที่เกี่ยวข้องไปบันทึกคำให้การที่โรงพักครับ ทุกอย่างก็บันทึกกันตามที่ตกลงกันเอาไว้ จะมีเพิ่มเติมก็ตรงที่ว่าทางร้าน B แจ้งความว่าน้องส้มนั้นนำเครื่องโจรมาขาย เพื่อจะได้เอาไว้ติดตามไล่ทวงเงินที่ร้าน B เสียหายกันต่อไป

พอการบันทึกปากคำเสร็จสิ้น ก็ถึงช่วงที่ต้องคืนเงินกัน ตำรวจก็คืน iPhone 3G ที่ถูกขโมยไปให้กับผม (จบส่วนของผมแล้ว แต่ผมก็ยังคาใจกับคนที่ขโมยไปอยู่ดีว่าเป็นใคร) ส่วนทางร้าน B บอกกับร้าน A ว่าเดี๋ยวกลับไปถึงค่อยเคลียร์กันก็ได้ เพราะร้านอยู่ในห้างเดียวกัน ส่วนร้าน B ก็บอกกับคุณปุ๊กว่าไม่มีเงินสด เดี๋ยวกลับไปถึงห้างแล้วจะกด ATM คืนมาให้ ซึ่งทางผมและคุณปุ๊กกำลังอยู่ในอารามดีใจที่เรื่องจบ ก็เลยไม่ได้อะไรมาก

เสร็จจากตรงนี้ผมก็เดินทางกลับบ้านเลย แต่ก่อนจะแยกย้าย คุณร้าน B ก็มาขอเบอร์โทรศัพท์ผม เค้าบอกว่าเค้ามีญาติเป็นตำรวจ เดี๋ยวเค้าจะตามคดีต่อเอง เพราะไม่เช่นนั้นเค้าจะต้องขาดทุนเงินค่าเครื่อง แต่อยากให้ผมช่วยไปถามรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อ-นามสกุลจริงของเพื่อนน้องทั้ง 4 คนให้เขาหน่อย เพราะถ้าเด็กในกลุ่มผู้ต้องสงสัยนี้ คนไหนที่ทำบัตรประชาชนแล้ว เขาสามารถดูหน้าตาจากฐานข้อมูลของตำรวจได้ ด้วยความที่ผมอยากรู้เป็นทุนเดิมอยู่แล้วว่าใครคือคนที่ขโมยเครื่องไป ผมจึงบอกเค้าว่าเดี๋ยวผมจะให้น้องผมหารายชื่อแล้วส่งไปให้เขาตรวจสอบอีกที

พอผมถึงบ้านก็โทรศัพท์ถามคุณปุ๊กเรื่องเงินว่าเป็นอย่างไรบ้าง ก็ได้คำตอบด้วยเสียงเซ็งๆ ว่า ทางร้านยังไม่ยอมให้เงินคืน โดยอ้างว่ายังไม่มีเงิน คุณปุ๊กก็กลัวว่าทางร้านจะเบี้ยวเงิน เลยอยากให้ผมเป็นพยานให้เผื่อเป็นคดีในภายหลัง ถ้าร้าน A ไม่ยอมคืนเงินให้คุณปุ๊กจริงๆ ด้วยความที่ผมเกรงใจคุณปุ๊กมากเพราะอุตส่าห์ร่วมมือกับผมเต็มที่ ผมจึงตอบรับช่วยเหลือไปในทันที

ถัดมาอีกประมาณ 3 วัน เป็นวันที่ 14 กันยายน 2552 หลังจากที่ผมส่งรายชื่อเพื่อนน้องทั้ง 4 ให้เค้าไปตั้งแต่คืนที่กลับมาแล้ว ทางร้าน B ก็โทรมาหาผมเขาบอกว่าเขารู้ตัวคนร้ายที่ขโมยไปแล้วว่าเป็นใคร จากการเช็คหน้าตา ซึ่งเป็นโชคอย่างมาก เพราะว่าในผู้ต้องสงสัย 4 คนนั้น มีคนที่อายุถึงทำบัตรประชาชนเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น และภาพเด็กหนึ่งในสองคนที่เขาดึงข้อมูลขึ้นมาได้ ทางเจ้าของร้าน B ก็ระบุว่าหน้าตาตรงกับคนที่มากับน้องส้มในวันที่นำเครื่องมาขาย!!

พอผมได้ยินดังนั้น ผมก็รู้ในใจทันทีว่าในที่สุดเราก็รู้แล้วว่าใครเป็นคนขโมยไป ผมจึงถามกลับไปโดยพลันว่าคนที่ขโมยไปนั้นชื่ออะไร?….

ขอพักเบรคก่อนนะครับ จริงๆ ผมว่าจะเล่าให้จบในตอนนี้ล่ะครับ แต่พอเขียนๆ มาเรื่อยๆ รู้สึกว่ามันยาวเหมือนกันนะนี่ ประกอบกับเวลาขณะที่ผมเขียนนี้คือ 2.22 น. พรุ่งนี้ผมต้องทำงาน 8.30 น. ครับ ฉะนั้น ก็เลยเอาเป็นว่าขอจบภาค 4 ตรงนี้ เอาไว้ให้อ่านไปพลางๆ ก่อน และก็ขออนุญาตมีภาค 5 อีกภาคเป็นภาคจบละกันครับ (ใครที่อ่านข้ามมาอ่านตอนจบ เพราะหวังจะรู้ว่าใครขโมยไป ก็ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ เพราะตอนนี้ยังไม่มีเฉลยคำตอบที่ท่านสงสัยอยู่ครับ)

บทเสริม: ตามล่า iPhone สุดขอบเมืองด้วย Find My iPhone ภาค 3

ต้องขออภัยอีกรอบที่ทิ้งช่วงไปนาน ไม่ได้อัพเดทนะครับ ช่วงนี้ผมค่อนข้างยุ่งจริงๆ กลับบ้านดึกทุกวันเลยไม่ได้มาปั่นให้อ่านภาคจบกันซักที ตอนนี้ก็ขอเป็นบทเสริมภาค 3 ก่อน แล้วตอนหน้าก็เป็นภาคจบของจริงแล้วนะครับ ภาคนี้สั้นนิดเดียวครับ เพราะไม่มีอะไรมาก เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

บทเสริมของตามล่า iPhone สุดขอบเมืองด้วย Find My iPhone ภาค 3

ในภาค 3 นี้ผมเล่าไว้ค่อนข้างละเอียดอยู่ แต่อยากเสริมนึดเดียว 3 เรื่องพอ เพราะไหนก็ๆ เสริมมาทุกภาคแล้ว ภาคนี้ไม่เสริมเลยก็กระไรอยู่ :)

เรื่องแรก: วันที่ 10 กันยายน 2552 หลังจากที่ผมจับสัญญาณได้ว่าเครื่องอยู่ที่เดอะมอลล์ ผมก็ไปตามหาทันที แล้วทีนี้ไอเครื่องที่หายไปเนี่ย ตอนก่อนหายได้ติดฟิลม์แบบกระจกและหุ้มซิลิโคนสีส้มไว้ ปรากฎว่าระหว่างที่เดินๆ หาอยู่ตามร้านนั้น ไปเจออยู่ร้านนึงมีเครื่องฟิลม์กระจกแต่ไม่มีซิลิโคน ผมกับน้องชายคนกลางก็รีบขอดูทันที ตรวจสอบภายนอกก็พบว่าเป็น iPhone 3G 8GB จากนั้นผมก็กดเปิดเครื่อง ปรากฎว่า…ไม่ติดครับ แบตหมด ผมจึงเนียนทำเป็นขอดูเครื่องอื่นที่เป็น iPhone 3G 8GB ด้วย (แต่เครื่องอื่นติดฟิลม์ใสปกติ) แล้วก็ทำเป็นว่าชอบสภาพเครื่องของเครื่องฟิลม์กระจกมาก อยากจะขอลองเครื่องให้ได้ ก็เลยขอที่ชาร์จเขามาลองเสียบดู เพื่อจะเปิดเครื่องและแอบตรวจสอบ IMEI ได้ ทางร้านก็ใจดีหยิบที่ชาร์จมาเสียบให้ทันที

หลังจากชาร์จแบตได้แป๊บนึง ผมก็กดเปิดเครื่องทันทีด้วยความหวังว่า IMEI มันต้องตรงแน่ๆ หน้าตามันออกจะใช่ขนาดนี้ ปรากฎว่ายังเปิดไม่ติดครับ! สงสัยจะเป็นอาการแบตหมดเกลี้ยง ตรงนี้ท่านใดที่เคยใช้ iPhone อาจจะเคยประสบเหตุการณ์นี้มาบ้างว่าถ้ามันแบตหมดเกลี้ยง จะต้องชาร์จทิ้งไว้ซักพักก่อนถึงจะเปิดติด

ระหว่างที่รอนั้น ผมก็ชวนร้านคุยเรื่อยเปื่อย รวมๆ แล้วเป็นเวลากว่า 10 นาที เครื่องก็ยังเปิดไม่ติด จนร้านเค้าเชียร์ให้เอาเครื่องอื่นแทนดีกว่า (สงสัยจะรำคาญผม อิอิ) ผมกับน้องเลยทำทีขอตัวไปห้องน้ำก่อนเพื่อซื้อเวลาหน่อย พอผมกับน้องเดินลับตาร้านมาก็มาคุยปรึกษากันว่ามันจะใช่เครื่องที่เราหามั๊ย ? เพราะภายนอกมันดูใช่มากๆ แถมแบตหมดเกลี้ยงอีก เพราะคนที่ขโมยไปก็คงไม่มีที่ชาร์จอยู่แล้ว ทิ้งไว้ตั้งหลายวันก่อนมาขาย แบตไม่หมดเกลี้ยงก็แปลก แต่ก็มีข้อสงสัยนิดตรงที่ว่า แล้วไอร้านมันรับซื้อมาได้ยังไงถ้าแบตหมดขนาดนั้น เค้าไม่เช็คเครื่องก่อนซื้อมาเลยเหรอ?

หลังจากคุยกันเองอยู่ประมาณ 5 นาที น้องผมก็ใจร้อน โทรเรียกสารวัตรเจ้าของคดีมาทันที กะว่าใช่ร้านนี้แน่ๆ จะได้ให้ตำรวจคุยและสืบคดีต่อเลย โดยไม่ฟังคำท้วงของผมว่ารอเปิดเช็คเครื่องก่อน ถ้า IMEI ตรงค่อยเรียกก็ได้ หลังจากน้องผมคุยกับสารวัตรเสร็จ (โดยที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วย) ก็รู้สึกได้ว่าเราทำเป็นมาห้องน้ำกันนานมากแล้ว เดี๋ยวที่ร้านจะสงสัยว่าหายไปนาน ก็เลยพากันเดินกลับไปที่ร้าน

รวมๆ เวลาที่ชาร์จแบตมาก็น่าจะราวๆ 20 นาทีได้ พอผมมาถึงร้านปุ๊บ ผมก็ขอเค้าเปิดเครื่องทันทีด้วยความตื่นเต้น! แต่…มันก็ยังเปิดไม่ติด เจ้าของร้านก็คงเริ่มสงสัยว่าทำไมเปิดไม่ติด จึงได้ไปเรียกเพื่อนอีกร้านมาซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ iPhone ประจำห้างนั้น พอเค้ามาถึงก็พยายามเปิดเครื่อง กดนู่นกดนี่กดไปกดมาอยู่ประมาณ 5 นาที ในที่สุดเครื่องก็เปิดติดจนได้ ผมกับน้องตื่นเต้นมาก รีบขอเครื่องมาดูทันที ผมก็รีบเข้าเช็ค IMEI ในบันดล ปรากฎว่าเลขไม่ตรง…. ตอนนั้นนี้อารมณ์ผิดหวังมากครับ แต่ก็ต้องฝืนยิ้มเล่นละครเนียนตาร้านต่อไป โดยผมก็ทำทีเป็นต่อราคา และก็ขอเดินสำรวจร้านอื่นก่อนตามระเบียบ แล้วก็ออกจากร้านมา (สรุปอยู่ตรงร้านนี้ครึ่งชั่วโมงได้)

หลังจากนั้นผมก็เดินสำรวจร้านอื่นต่อจนกระทั่งสารวัตรเจ้าของเรื่องมา น้องผมก็ไปคุยกับสารวัตรบอกว่าสรุปยังไม่พบเครื่อง เป็นการเข้าใจผิด ทำให้สารวัตรท่านนั้นอารมณ์เสียและกลับสน.ไป..

เรื่องที่สอง: อยากบอกว่าคุณปุ๊กนั้นนอกจากจะซวยเรื่องซื้อเครื่องถูกขโมย แล้ว ยังลำบากเรื่องเปลี่ยนแปลงตารางการเดินทางด้วย เพราะหลังจากที่ผมติดต่อคุณปุ๊กได้ในคืนวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2552 และได้อธิบายกันจนคุณปุ๊กรับรู้ว่าเป็นเครื่องถูกขโมยแล้ว คุณปุ๊กก็มีน้ำเสียงกระวนกระวายมาก ซึ่งทำให้ผมชื้นใจมากว่าเจอคนดีแล้ว ถ้าไปเจอคนนิ่งๆ ไม่สนใจจะร่วมมือด้วย ผมคงไม่ได้เครื่องคืนง่ายๆ แน่

ตอนนั้นผมก็ใจร้อนอยากจะนัดเจอคุณปุ๊กโดยไว อยากจะเจอกันในวันรุ่งขึ้น หรือวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2552 เลย แต่คุณปุ๊กบอกว่าในวันรุ่งขึ้นนั้นมีกำหนดการต้องเดินทางไปต่างประเทศ ขอกลับมาจัดการเรื่องในวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2552 ได้มั๊ย ผมได้ยินดังนั้นผมก็ไม่มีทางเลือก ก็เลยขอเบอร์ติดต่อไว้พร้อมกับตอบตกลงไป

ขณะที่ผมถึงบ้าน คุณปุ๊กก็โทรมาหาพร้อมกับบอกว่าเค้าอยากจะจัดการเรื่องให้เสร็จๆ ไป เพราะไม่ชอบให้มีเรื่องแบบนี้คาใจ จึงได้บอกผมว่าเดี๋ยวจะโทรไปทำการเลื่อนวันเดินทางออกไป แล้วตอนเช้าจะบอกผมอีกทีว่าเลื่อนได้หรือไม่ สุดท้ายคุณปุ๊กก็เลื่อนได้ (ทำเอาผมเกรงใจเลยทีเดียว) และก็ได้นัดเจอกับผมที่ห้างเดอะมอลล์งามวงศ์วานเพื่อจัดการเรื่องนี้ให้จบๆ ไปซึ่งเป็นตอนจบในภาค 3 นั่นเอง

เรื่องที่สาม: ในวันที่ 11 กันยายน 2552 ซึ่งเป็นวันดีเดย์ที่ผมกับคุณปุ๊กไปลุยเดอะมอลล์กันเพื่อจะเคลียร์คดีนี้ นั้น ผมก็ทำการติดต่อท่านสารวัตรให้มาด้วยเพื่อจะได้เป็นคนคุยกับทางร้าน แต่ท่านสารวัตรปฎิเสธที่จะมาเนื่องจากไม่เชื่อว่าผมตามเจอเครื่องแล้วจริงๆ บอกว่าจะส่งสายตรวจมาดูแลให้แทน (เป็นผลจากวันที่ 10 ที่น้องชายผมใจร้อน)

ก็ขอจบบรรดาภาคเสริมทั้งหมดเพียงเท่านี้ครับ ตอนต่อไปที่จะอัพเดทก็คงจะเป็นภาค 4 ตัวจริงแล้วนะครับ โดยภาค 4 นี้จะเริ่มเรื่องตั้งแต่ตอนเดินไปที่ร้านพร้อมๆ กันหมดทั้งผม คุณปุ๊ก และคุณตำรวจสายตรวจครับ ติดตามอ่านได้ที่นี่เช่นเดิม หรือติดตามข่าวสารอัพเดทได้ที่ http://twitter.com/Bankja นะครับ

บทเสริม: ตามล่า iPhone สุดขอบเมืองด้วย Find My iPhone ภาค 2

ก่อนอื่นต้องขออภัยก่อนที่ไม่ค่อยได้อัพเดทนะครับ ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาผมแทบไม่ได้อยู่หน้าจอเลย เล่นเนตผ่านมือถือซะมากกว่า วันนี้ได้อยู่บ้านแล้วก็ขออัพเดทซักหน่อยละกันนะครับ

บทเสริมของตามล่า iPhone สุดขอบเมืองด้วย Find My iPhone ภาค 2

ถัดจากวันแจ้งความมาประมาณ 3 วัน ช่วงเวลาประมาณ 18.00 น. ผมก็ได้โทรศัพท์ไปยังเบอร์มือถือของตำรวจเจ้าของเรื่องตามใบแจ้งความ เพื่อที่จะแจ้งเลข IMEI เพิ่มไว้เป็นหลักฐาน ตำรวจท่านนั้นก็รับสายขึ้นมาพร้อมกับอาการประมาณว่าไม่ว่าง ให้ผมโทรไปใหม่อีกทีในวันรุ่งขึ้น

วันถัดมาผมก็โทรไปหาตำรวจท่านนั้นอีกครั้งนึง พร้อมทั้งอ้างถึงคดีเรื่องโทรศัพท์มือถือหายเมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา และอยากจะแจ้งเลข IMEI ให้เค้าบันทึกไว้ ก็ได้คำตอบเป็นน้ำเสียงที่ไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ปฏิเสธมา และบอกว่าให้เอากล่องมาให้ดูที่ สน.ก่อน ผมก็รับทราบและบอกว่าไว้จะแวะไปหา

และหลังจากที่เครื่องถูกขโมยไปได้ประมาณ 1 อาทิตย์ โดยที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเอาไป ท่านแม่ของผมก็ร้อนใจ + แค้นใจพอสมควร เพราะว่ากลุ่มผู้ต้องสงสัยนั้นก็มีกันอยู่แค่ 6 คน นั่นคือเด็ก 4 คน, ผู้หญิงคนที่เป็นเจ้าของห้อง, และแฟนของเค้า แม่ผมจึงได้ไปถามคนทรงที่รับดูของหายที่ท่านรู้จักดูสองที่

ที่แรกให้ข้อมูลมาว่ามีเด็กสองคนร่วมมือกันขโมยพร้อมทั้งบรรยายลักษณะ ของเด็กสองคนที่เอาไปมา ซึ่งลักษณะที่บรรยายมาของเด็กคนนึงตรงกับเด็กคนที่ท่านแม่ผมเค้าสงสัยอยู่ พร้อมทั้งบอกว่าเครื่องน่ะโดนขายแบ่งเงินกันไปแล้ว

ที่สองก็ให้ข้อมูลตรงกับที่แรกเลยว่ามีเด็กสองคนร่วมมือกัน และบอกลักษณะของเด็กตรงกับที่แรก ต่างกันแค่เค้าบอกว่าเครื่องยังอยู่ ยังไม่ได้ขายไป

ส่วนตัวผมนั้นไม่เชื่อในเรื่องพวกนี้ก็เลยไม่ได้ให้น้ำหนักอะไรกับเรื่องนี้มาก

จากนั้นเมื่อวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2552 หลังจากที่เครื่องหายมา 8 วันแล้ว และผมยังไม่สามารถติดตามตำแหน่งเครื่องได้เลย ผมกับแม่จึงไปที่ สน.กันอีกครั้ง พร้อมกล่อง iPhone 3G by True เครื่องที่หายไป และผัดไทประตูผีอีก 2 ห่อ เพื่อไปพบกับท่านสารวัตรเจ้าของคดี

ขอคั่นรายการก่อนนิดนึง จนถึงวันนี้ผมก็ยังสงสัยเรื่องการตามมือถือจาก IMEI ของทางตำรวจ ว่าขั้นตอนเค้าทำกันยังไง ที่ผมสงสัยมีดังนี้

  1. ทาง ตำรวจจะเป็นคนติดต่อประสานงานกับบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อติดตามหาเครื่องที่หายจาก IMEI ที่เจ้าของได้แจ้งไว้
  2. เจ้า ของเครื่องต้องนำเลข IMEI ไปให้ตำรวจเพื่อออกหนังสือแจ้งไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเองรึเปล่า และถ้าเป็นเช่นนี้ ต้องออกหนังสือเท่าตามจำนวนเครือข่ายที่ให้บริการรึเปล่า เช่นถ้าโทรศัพท์ผมเป็นระบบ GSM ต้องให้ตำรวจออก 3 เล่มเพื่อยื่นให้กับ AIS DTAC และ TRUE หรือว่าต้องยื่นให้หน่วยงานอะไรที่จัดการด้านนี้โดยตรง?

ถ้าท่านใดพอจะมีความรู้ทางด้านนี้ รบกวนโพสบอกไว้เป็นความรู้หน่อยนะครับ ขอบคุณมากครับ

คั่นรายการจบแล้ว ผมขอเล่าต่อล่ะนะ เนื่องจากในนาทีนั้นถ้าผมจะหวังการตามเครื่องด้วย IMEI ล่ะก็ ผมคงตามจากข้อสงสัยแรกไม่ได้แน่นอน เพราะท่านตำรวจดูจะไม่สนใจคดีเอาซะเลย ผมก็เข้าใจนะว่ามันเป็นคดีที่เกิดขึ้นทุกวัน และบ่อยมาก แต่อย่างน้อยก็ให้กำลังใจกันก็ยังดี ไม่ต้องแสดงท่าทีเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัดก็ได้

ฉะนั้นผมจึงเลือกว่าทำตามข้อสงสัยที่ 2 น่าจะดีกว่า ถึงได้บุกไปถึงโรงพักเพื่อแจ้งเลข IMEI เพิ่มเติม และขอให้ตำรวจออกหนังสือเพื่อแจ้งยังผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือให้ โดยผมบอกว่าเดี๋ยวผมจะไปยื่นและดำเนินการเอง ตอนแรกผมบอกเค้าว่าอยากให้ออกให้ 3 เล่มสำหรับ 3 เครือข่ายเลย แต่ด้วยสีหน้าของเค้าแล้ว ผมขอเล่มเดียวก็ยังดี เลยให้ออกเป็นหนังสือแจ้ง True ออกมา

หลังจากที่ได้หนังสือมาแล้ว ผมกับแม่ก็ยกผัดไทประตูผีที่ซื้อมานั้นขึ้นมา และมอบให้กับท่านสารวัตรเป็นค่าเหนื่อยเล็กๆ น้อยๆ ท่านสารวัตรก็ยิ้มออกได้ในทันควัน