ตามล่า iPhone สุดขอบเมืองด้วย Find My iPhone ภาค 4

มาแล้วครับกับ “ตามล่า iPhone สุดขอบเมืองด้วย Find My iPhone ภาค 4” ซึ่งห่างหายไปนานหลายเดือนมาก (กี่เดือนอย่าไปนับเลย นับแล้วรู้สึกผิดที่ทำให้หลายท่านรอ ต้องขออภัยจริงๆ ครับ) บางท่านอาจจะเกรงว่าผมเว้นไปหลายเดือน จะยังจำเรื่งอราวได้อยู่มั๊ย ผมขอรับรองว่าจำได้ครับ เพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับผมบ่อยแน่ๆ เลยจำได้แม่นเลย ถึงไม่แม่น ก็เอาเป็นว่าไม่ต่ำกว่า 95% ละกันครับ :) เอาเป็นว่าผมจะไม่นอกเรื่องละกันครับ เข้าเรื่องต่อกันเลยดีกว่า

ต่อจากบทเสริมของภาค 3 ที่มีสายตรวจมาถึงที่ห้างแล้ว ผมก็นัดเจอกับสายตรวจที่บริเวณหน้าร้าน Swensen ครับ (ระหว่างที่รอก็กินไอติมไปพลางๆ ชิวดีมั๊ย ประมาณว่ามั่นใจมาก ตูได้เครื่องคืนแน่ๆ) สายตรวจมากันสองนายครับ เค้าก็ติดต่อวิทยุไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่คอยดูแลอยู่ในบริเวณห้างเดอะมอลล์งามวงศ์วานอีกกลุ่มนึงมาสมทบเข้าด้วยกัน โดยมาอีกประมาณ 2 นาย พอทุกคนมากันพร้อมหน้าแล้ว ผม คุณปุ๊ก และตำรวจอีก 4 นาย ก็เดินบุกไปยังร้านขายมือถือที่คุณปุ๊กได้ซื้อ iPhone มาทันที

พอเดินไปถึงที่ร้านพร้อมกับตำรวจ (ผมสมมุติชื่อร้านว่าร้าน A ละกันนะครับ) ทางร้านก็ทำหน้าแปลกใจ ประมาณว่างานเข้ารึเปล่าวะตู โดยในขณะนั้นร้านขายมือถือบริเวณรอบด้านก็เริ่มฮือฮา และมุงดูว่าเกิดอะไรขึ้น พอได้จังหวะ คุณสายตรวจก็เปิดฉากอธิบายก่อนว่ามีคนแจ้งความว่ามือถือหาย และพบว่าเครื่องที่หายไป เป็นเครื่องที่ร้านนี้รับซื้อมา จึงอยากมาสอบถามว่าเรื่องราวเป็นยังไงมายังไง

พอทางร้าน A ได้ยินอย่างนั้นปุ๊บ ก็ถามหาหลักฐานก่อนเลยทันทีว่า มีหลักฐานอะไรหาว่าเค้ารับซื้อเครื่องขโมยมา คุณปุ๊กจึงหยิบ iPhone เครื่องที่ซื้อกับร้าน A ขึ้นมาให้ดู ส่วนผมก็หยิบกล่องใส่ iPhone ของเครื่องนั้นขึ้นมาให้ทางร้านทดลองตรวจ Serial Number และ IMEI เครื่องดู พอทางร้านดูว่าตรงกันก็ยอมรับทันทีว่าเป็นเครื่องที่ถูกขโมยมาอย่างแน่นอน ทางตำรวจจึงสอบถามเพิ่มเติมว่าได้มือถือเครื่องนี้มาได้อย่างไร ร้าน A จึงตอบมาโดยพลันทันทีว่ารับมาจากอีกร้านนึง (สมมุติว่าเป็นร้าน B) ตำรวจก็เลยให้ทางร้าน A นำทางไปคุยกับร้าน B ทันที โดยให้ผม, คุณปุ๊ก และตำรวจสายตรวจอีกนายรอที่ร้าน A

หลังจากรออยู่ประมาณ 20 นาที ชุดที่ไปร้าน B ก็กลับมาพร้อมกับเจ้าของร้านมือถือ B เป็นผู้หญิงวัยประมาณ 30 กว่าๆ พอมากันครบหน้าแล้ว ทางตำรวจก็ยังไม่สอบถามอะไรเพิ่มเติม แต่นำทางให้ทุกคนไปยังบริเวณลานจอดรถชั้นล่าง ซึ่งในขณะนั้นผมก็ยังงงๆ ว่าเดินไปไหนกัน แต่ก็เดินๆ ตามกันไปก่อน

เดินไปได้ซักพัก ผมก็เห็นว่ามีห้องซึ่งลักษณะเหมือนออฟฟิศสำหรับหน่วย รปภ.อยู่ ตำรวจก็นำทุกคนรวมทั้งผม และคุณปุ๊กเข้าไปในออฟฟิศนั้น ข้างในกว้างขวางพอสมควร ข้างในจะเห็นที่ทำงาน และที่พักของตำรวจ และรปภ.ที่ประจำอยู่ในห้างแห่งนั้น (ผมเพิ่งรู้ว่ามีห้องพักสำหรับตำรวจที่มาประจำอยู่ในห้างด้วยก็วันนี้นี่แหล่ะ)

พอเข้าไปถึง คุณตำรวจก็แยกนำเจ้าของร้านมือถือ B เข้าไปในห้องกระจกด้านในเพื่อทำการสอบปากคำว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร โดยมีผม คุณปุ๊ก และร้าน A นั่งรออยู่ด้านนอก ระหว่างที่รอนี้ ผมก็เลยลองถามตำรวจที่อยู่ใกล้ๆ ว่าคดีนี้ควรจะทำอย่างไรต่อไป เขาก็บอกว่าคดีแบบนี้เป็นคดีแบบรับของโจรกันเป็นทอดๆ ต้องเรียกค่าเสียหาย หรือเอาความกันเป็นทอดๆ ไป ซึ่งในนาทีนั้นผมหวังแค่ได้เครื่องคืนก็ดีใจแล้ว ไม่อยากทำอะไรให้ยุ่งยาก ส่วนคุณปุ๊กก็หวังแค่ได้เงินคืนและให้เรื่องจบก็พอใจแล้ว ผมและคุณปุ๊กสองคนเลยไม่อยากให้เป็นคดีกันยาวๆ เพราะต่างฝ่ายต่างขี้เกียจ (แล้วแต่มุมมองนะครับตรงนี้)

เวลาผ่านไปประมาณ 30 นาที คุณผู้หญิงร้าน B ก็เสร็จจากการสอบปากคำ ซึ่งเบื้องต้น ทางตำรวจจะตั้งข้อหาว่ารับของโจรให้กับร้าน B ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เจตนารับของโจร ซึ่งพอมาถึงตรงนี้ ทางร้าน B ก็ให้ความร่วมมือเต็มที่ (มันต้องแน่นอนอยู่แล้ว ใครจะอยากโดนตั้งข้อหา ส่วนเรื่องตั้งใจรับ หรือไม่รับของโจร ตรงนี้อีกเรื่องนึง) โดยทางร้าน B บอกว่าได้มีการถ่ายสำเนาบัตรประชาชนของผู้ที่นำเครื่องมาขายไว้ ทางตำรวจจึงให้ทางร้าน B ไปค้นสำเนาที่ว่านี่มาแสดง เพื่อจะได้ตามสืบต่อได้ว่าคนที่ขโมยเป็นใคร (ส่วนตัวผมพอได้ยินว่ามีถ่ายบัตรเอาไว้ ผมก็รอลุ้นตัวโก่งด้วยความสงสัย + แค้นเล็กๆ เลยล่ะครับ ว่าใครเป็นคนที่ขโมยไป)

ผ่านไปซักไม่กี่นาที ร้าน B ก็กลับมาพร้อมกับสำเนาบัตรประชาชนของคนที่นำเครื่องมาขาย พอผมได้โอกาส ผมก็ขอหยิบมาดูทันทีเพื่อให้หายข้องใจ… ปรากฎว่าภาพที่ผมเห็น ไม่ตรงกับผู้ต้องสงสัยทั้ง 6 คนเลยแต่อย่างใด กลับเป็นภาพของผู้หญิงผิวคล้ำอายุราวๆ 16 ปี (ต่อไปนี้จะเรียกว่าน้องส้ม) ซึ่งทำเอาผมงงไปพอสมควร ผมจึงได้ถามทางร้าน B ต่อว่า คนที่มาขายมาคนเดียว หรือพาใครมาด้วยรึเปล่า เขาก็ค่อยๆ นึก และบอกว่ามากันสองคน อีกคนเป็นวัยรุ่นชายผิวคล้ำๆ พร้อมทั้งพยายามบรรยายลักษณะหน้าตามา แต่เนื่องจากด้วยความที่เรื่องมันเกิดหลายวันแล้ว ผมก็จำหน้าตาของผู้ต้องสงสัยทั้งหมดไม่ได้แล้วเหมือนกัน จึงไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นคนที่ขโมยไปกันแน่ แต่ที่แน่ๆ ถ้าคนที่มาขายเป็นวัยรุ่น (ถ้าไม่ได้ฝากเพื่อน หรือน้องมาขาย) ผมก็สามารถตัดผู้ต้องสงสัยคนที่เป็นพี่สาวเพื่อนผู้เป็นเจ้าของห้อง กับแฟนหนุ่มของเค้าออกไปได้ทันที สรุปคือตอนนี้กลุ่มผู้ต้องสงสัยก็คือเด็กวัยรุ่น 4 คน เพื่อนน้องผมนั่นเอง

ซึ่งระหว่างปรึกษาหารือว่าจะทำยังไงกันต่อไป ทางคุณปุ๊ก และร้าน A ก็เสนอขึ้นมาว่าให้คืนเงินกับของกันเป็นทอดๆ ไป เพราะไม่อยากให้เรื่องยาว โดยลักษณะการคืนจะเป็นประมาณนี้

  1. คุณปุ๊กคืน iPhone <—> ร้าน A คืนเงินคุณปุ๊ก
  2. ร้าน A คืน iPhone <—> ร้าน B คืนเงินร้าน A
  3. ร้าน B คืน iPhone <—> ผมรับ iPhone คืน

ซึ่งถ้าเป็นไปตามผังนี้ ก็แปลว่าร้านที่จะรับผิดชอบหนักที่สุดคือร้าน B เพราะจะไม่ได้เงินคืน กลายเป็นว่าเสียเงินรับซื้อ iPhone แต่ก็ต้องเอาเครื่องคืนเจ้าของ (ผม) ไป ซึ่งเบื้องต้นทางร้าน B ก็ยินดีที่จะทำแบบนี้ เพราะไม่อยากให้เป็นคดีขึ้นมา ประกอบกับคุณๆ ตำรวจทั้งหลายก็ไม่อยากทำคดีนี้ให้เป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน (เพราะมันเป็นคดีเล็กน้อย) ก็เลยเหมือนว่าทุกฝ่ายจะลงตัวกับข้อตกลงที่ว่าคืนเงิน และของกันเป็นทอดๆ ไป

ตรงนี้ผมขอเสริมว่า จริงๆ เรื่องมันเป็นคดีอาญาอยู่แล้วตั้งแต่วันที่ผมเข้าไปแจ้งความ และคดีอาญานี้ยอมความกันไม่ได้นะครับ จะมีก็แต่ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำให้มันเงียบไปเอง ฉะนั้นถ้าจบในรูปนี้ อันที่จริงทางตำรวจก็ต้องมีความผิดเต็มๆ ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ครับ

หลังจากคุยกันเรียบร้อย ทางตำรวจจึงเชิญทุกท่านที่เกี่ยวข้องไปบันทึกคำให้การที่โรงพักครับ ทุกอย่างก็บันทึกกันตามที่ตกลงกันเอาไว้ จะมีเพิ่มเติมก็ตรงที่ว่าทางร้าน B แจ้งความว่าน้องส้มนั้นนำเครื่องโจรมาขาย เพื่อจะได้เอาไว้ติดตามไล่ทวงเงินที่ร้าน B เสียหายกันต่อไป

พอการบันทึกปากคำเสร็จสิ้น ก็ถึงช่วงที่ต้องคืนเงินกัน ตำรวจก็คืน iPhone 3G ที่ถูกขโมยไปให้กับผม (จบส่วนของผมแล้ว แต่ผมก็ยังคาใจกับคนที่ขโมยไปอยู่ดีว่าเป็นใคร) ส่วนทางร้าน B บอกกับร้าน A ว่าเดี๋ยวกลับไปถึงค่อยเคลียร์กันก็ได้ เพราะร้านอยู่ในห้างเดียวกัน ส่วนร้าน B ก็บอกกับคุณปุ๊กว่าไม่มีเงินสด เดี๋ยวกลับไปถึงห้างแล้วจะกด ATM คืนมาให้ ซึ่งทางผมและคุณปุ๊กกำลังอยู่ในอารามดีใจที่เรื่องจบ ก็เลยไม่ได้อะไรมาก

เสร็จจากตรงนี้ผมก็เดินทางกลับบ้านเลย แต่ก่อนจะแยกย้าย คุณร้าน B ก็มาขอเบอร์โทรศัพท์ผม เค้าบอกว่าเค้ามีญาติเป็นตำรวจ เดี๋ยวเค้าจะตามคดีต่อเอง เพราะไม่เช่นนั้นเค้าจะต้องขาดทุนเงินค่าเครื่อง แต่อยากให้ผมช่วยไปถามรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อ-นามสกุลจริงของเพื่อนน้องทั้ง 4 คนให้เขาหน่อย เพราะถ้าเด็กในกลุ่มผู้ต้องสงสัยนี้ คนไหนที่ทำบัตรประชาชนแล้ว เขาสามารถดูหน้าตาจากฐานข้อมูลของตำรวจได้ ด้วยความที่ผมอยากรู้เป็นทุนเดิมอยู่แล้วว่าใครคือคนที่ขโมยเครื่องไป ผมจึงบอกเค้าว่าเดี๋ยวผมจะให้น้องผมหารายชื่อแล้วส่งไปให้เขาตรวจสอบอีกที

พอผมถึงบ้านก็โทรศัพท์ถามคุณปุ๊กเรื่องเงินว่าเป็นอย่างไรบ้าง ก็ได้คำตอบด้วยเสียงเซ็งๆ ว่า ทางร้านยังไม่ยอมให้เงินคืน โดยอ้างว่ายังไม่มีเงิน คุณปุ๊กก็กลัวว่าทางร้านจะเบี้ยวเงิน เลยอยากให้ผมเป็นพยานให้เผื่อเป็นคดีในภายหลัง ถ้าร้าน A ไม่ยอมคืนเงินให้คุณปุ๊กจริงๆ ด้วยความที่ผมเกรงใจคุณปุ๊กมากเพราะอุตส่าห์ร่วมมือกับผมเต็มที่ ผมจึงตอบรับช่วยเหลือไปในทันที

ถัดมาอีกประมาณ 3 วัน เป็นวันที่ 14 กันยายน 2552 หลังจากที่ผมส่งรายชื่อเพื่อนน้องทั้ง 4 ให้เค้าไปตั้งแต่คืนที่กลับมาแล้ว ทางร้าน B ก็โทรมาหาผมเขาบอกว่าเขารู้ตัวคนร้ายที่ขโมยไปแล้วว่าเป็นใคร จากการเช็คหน้าตา ซึ่งเป็นโชคอย่างมาก เพราะว่าในผู้ต้องสงสัย 4 คนนั้น มีคนที่อายุถึงทำบัตรประชาชนเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น และภาพเด็กหนึ่งในสองคนที่เขาดึงข้อมูลขึ้นมาได้ ทางเจ้าของร้าน B ก็ระบุว่าหน้าตาตรงกับคนที่มากับน้องส้มในวันที่นำเครื่องมาขาย!!

พอผมได้ยินดังนั้น ผมก็รู้ในใจทันทีว่าในที่สุดเราก็รู้แล้วว่าใครเป็นคนขโมยไป ผมจึงถามกลับไปโดยพลันว่าคนที่ขโมยไปนั้นชื่ออะไร?….

ขอพักเบรคก่อนนะครับ จริงๆ ผมว่าจะเล่าให้จบในตอนนี้ล่ะครับ แต่พอเขียนๆ มาเรื่อยๆ รู้สึกว่ามันยาวเหมือนกันนะนี่ ประกอบกับเวลาขณะที่ผมเขียนนี้คือ 2.22 น. พรุ่งนี้ผมต้องทำงาน 8.30 น. ครับ ฉะนั้น ก็เลยเอาเป็นว่าขอจบภาค 4 ตรงนี้ เอาไว้ให้อ่านไปพลางๆ ก่อน และก็ขออนุญาตมีภาค 5 อีกภาคเป็นภาคจบละกันครับ (ใครที่อ่านข้ามมาอ่านตอนจบ เพราะหวังจะรู้ว่าใครขโมยไป ก็ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ เพราะตอนนี้ยังไม่มีเฉลยคำตอบที่ท่านสงสัยอยู่ครับ)

Join the Conversation

9 Comments

  1. คุณแบงค์ไปเขียนนิยายขายได้เลยนะเนี่ย 55+

  2. ภาคต่อเยอะยังกับแฮรี่พอตเตอร์เชียวนะนาย

  3. อ้ากกกกกกกกก ความจริงมีเพียงสิ่งเดียว โชะ

Leave a comment

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.