เกี่ยวกับตอนจบของ ตามล่า iPhone สุดขอบเมืองไตรภาค

หลังจากที่ผมเล่าเรื่องการตามล่า iPhone ของผมไปแล้ว ก็มีคำถามต่างๆ มากมาย ทั้งเรื่องเกี่ยวกับบริการของ Find My iPhone ว่าใช้งานอย่างไร และคำถามที่ฮิตที่สุดคือตอนจบของเรื่องเป็นอย่างไร?

หลังจากที่ผมนอนตีลังกาคิดและปรึกษาเพื่อนผม (@logicwall) แล้ว ก็ได้สรุปกันว่าจะเขียน “ภาค 4” ต่อให้อ่านตอนจบกันให้คลายข้อสงสัย เพราะเค้าถึงกับนัดผมกินข้าวเพื่อถามไถ่ตอนจบกันเลยทีเดียว และตอนจบนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ฉะนั้นผมอาจต้องใช้เวลาในการเรียบเรียงซักหน่อยก่อนที่จะนำขึ้นมาโพสให้อ่าน กันนะครับ

แต่ก่อนหน้าที่จะนำภาค 4 มาให้อ่านกัน ผมยังทำบทความเรื่องการใช้งาน Find My iPhone ค้างไว้อยู่ ก็ขอทำตรงนี้ให้เสร็จก่อน แล้วค่อยเขียนภาค 4 มาให้ทุกคนอ่านตอนจบกันต่อ

ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมยินดีกับการได้เครื่องคืนของผม และขอบคุณทุกความเห็นจากทุกๆ ช่องทางนะครับ ส่วนเรื่องจะรู้ได้ยังไงว่าภาค 4 จะโพสเมื่อไหร่ ผมว่าทางที่ง่ายที่สุดก็ตามผมทาง Twitter ของผมละกันครับ @Bankja

เปรียบเทียบ App สำหรับส่งข้อความระหว่าง iPhone ด้วยกัน

ขอบอกก่อนว่าผมไม่ใช่สาวก iPhone นะครับ แต่ iPhone เป็นมือถือที่ผมใช้อยู่ปัจจุบัน และถ้าผมใช้อะไรอยู่ผมก็มักจะศึกษามันเพื่อการใช้งานให้คุ้มค่าที่สุด

เนื่องด้วยทางฝั่งของ Blackberry นั้นมี BBM (Blackberry Messenger) ที่สามารถส่งข้อความหากันฟรี (เสียรวมกับค่า BB Service ไปแล้ว) ระหว่างผู้ใช้ BB ด้วยกัน ทางฝั่ง iPhone ก็มีโปรแกรมที่ทำหน้าที่ทำนองนี้ได้อยู่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าไม่ดีเท่า แต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย

โปรแกรมที่ผมนำมาเปรียบเทียบ 3 ตัวคือ Textfree Unlimited, WhatsApp และ Ping! นี้ เป็นโปรแกรมที่คนไทยส่วนใหญ่จะแนะนำใช้กันอยู่ และทุกตัวล้วนใช้งานระบบ Push Notifications ทั้ง 3 โปรแกรม ฉะนั้นถ้าใครอยากจะใช้งาน กรุณาตรวจสอบ Data Package ที่ท่านใช้อยู่ก่อน ถ้าท่านใช้เป็นแบบนับ ชม. ขอเตือนก่อนว่าอย่าใช้โปรแกรมพวกนี้เด็ดขาด

สำหรับ AIS ดูแพ็คเกจที่เหมาะสมได้ที่ แพ็คเกจ 3GSM
ส่วน DTAC และ TRUE แนะนำให้ใช้แบบ Unlimited เท่านั้น

iphonechatcompare(กดที่ภาพเพื่อขยาย)

ปล. ศึกษาแพ็คเกจด้านข้อมูลของท่านให้ดีก่อนใช้งาน เกิดอะไรภายหลังจะมาบอกว่าเราไม่ได้เตือนท่านไม่ได้นะ

ตามล่า iPhone สุดขอบเมืองด้วย Find My iPhone ภาค 3

ภาคนี้เป็นภาคจบนะครับ ท่านใดขี้เกียจอ่านยาวๆ ก็อ่านแค่ภาคนี้พอ

ภาคนี้เริ่มเรื่องตรงวันที่ 10 กันยายน 2552 เวลา 12.04 น. ซึ่งเวลาที่ผมได้รับเมล์นี้ ผมกำลังทำธุระอยู่ข้างนอกพอดี และได้ยินเสียงแล้วล่ะว่ามีเมล์มา แต่ยังไม่ได้เช็คเพราะไม่ว่าง จนเสร็จธุระราวๆ 13.00 ถึงได้มาเช็คเมล์ขณะที่ขับรถอยู่ (เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี) หลังจากที่ผมเห็นเมล์นั้น แอร์รถที่ว่าเย็นๆ ก็ทำผมร้อนวูบวาบทันที เพราะระบบแจ้งมาว่าข้อความที่ส่งล่าสุดได้ส่งไปถึงเครื่องแล้ว ผมอยากจะเช็คตำแหน่งมาก (ด้วยความหวังเต็มเปี่ยม) แต่ว่าขับรถอยู่ คอมก็ไม่มี ไม่รู้จะทำยังไงดี

หลังจากคิดอยู่ราวๆ 1 นาที ผมก็เหลือบไปเห็นกระเป๋า Notebook ของผม แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า “อ่ออออออ” และผมก็ไม่รอช้าหยิบ MacBook สุดรักออกมาพร้อมทั้งเปิด Internet Tethering ใน iPhone ของผม แล้วก็ทำการสั่งให้ MacBook ต่อเนตผ่าน Bluetooth ผ่าน iPhone ผมทันที ตรงนี้เป็นโชคดีของผมมากที่รถติดค่อนข้างยาว ผมจึงสามารถเข้าเวปด้วยเนตแสนอืดของมือถือจนสำเร็จ พอเข้าหน้า Find My iPhone ได้เท่านั้นล่ะ ผมตาโตเลยทีเดียวเพราะสิ่งที่ผมเห็นคือ

i1

แม้ว่ารัศมีจะใหญ่มาก แต่ตรงนั้นผมจำได้ว่ามีห้างใหญ่ตั้งอยู่นั่นคือ เดอะมอลล์งามวงศ์วาน และแม้ว่าเครื่องแสดงสถานะว่า Offline ไปแล้ว แต่มันก็ยังส่งตำแหน่งมาให้ทิ้งไว้ก่อนจะปิดไป นาทีนั้นผมเลื่อนงานทุกอย่างออกไปหมด และปักใจเชื่อแน่นอนว่าเครื่องได้ถูกนำไปขายต่อในร้านที่เดอะมอลล์แล้วแน่ๆ แต่พอดีมีนัดหมอไว้ เลยโทรเรียกน้องชายคนกลางให้ไปเป็นเพื่อนเดินห้างกันหน่อย โดยบอกเค้าว่าหลังจากหาหมอเสร็จจะรีบตามไป ให้ไปเจอกันที่เดอะมอลล์เลย

ผมและน้องไปถึงที่ห้างราวๆ 15.30 น. จากนั้นผมและน้องก็ทำทีว่าเป็นคนมาเดินหาซื้อเครื่อง iPhone มือสอง ผมก็เดินเข้าทุกร้านในห้างเลย มองหาเฉพาะ iPhone 3G 8GB สีดำ ซึ่งเป็นเครื่องที่หายไป โดยจะขอเปิดดูเครื่อง และจะเข้าไปดู IMEI ในเครื่อง ถ้าตรงกับภาพด้านล่างนี้ล่ะก็…หึหึ

imei

ถึงตรงนี้หลายท่านอาจจะงงว่า ผมจะจำ IMEI ได้ยังไง ยาวจะตาย จะแบกกล่องเข้าร้านไปด้วยก็คงพิลึก ตรงนี้ผมแก้ปัญหาโดยการเขียนเลข IMEI ไว้ที่นิ้วนางมือซ้ายด้านในครับ เพราะผมถนัดขวา ก็คงใช้มือซ้ายถือเครื่อง แล้วพอจะดู IMEI ก็แค่กางนิ้วออกมาเทียบ เราก็เห็นแล้ว

และก็เป็นโชคดีของผมมากที่ห้างนี้ร้านมือถือมีไม่เยอะ หลังจากเดินค้นอยู่ราวๆ 3 ชม. ผมก็พบว่าหาไม่เจอครับ จึงได้ไปนั่งพักกินข้าวกันก่อน แล้วก็นั่งตั้งข้อสมมุติฐานต่างๆ ขึ้นมา ซึ่งตั้งได้ต่างๆ ดังนี้

  1. อาจจะตกหล่นอยู่บางร้านโดยที่เราเดินไม่ทั่ว
  2. อาจจะขายร้านข้างนอกเดอะมอลล์แต่อยู่ละแวกเดียวกัน
  3. ร้านอาจจะขายออกไปแล้ว

ระหว่างรออาหารผมจึงหยิบ MacBook ออกมาต่อเนตผ่าน iPhone อีกรอบ เผื่อจะเช็คตำแหน่งได้ว่าเครื่องอยู่ที่ไหน (หลังจากที่ได้ข้อความล่าสุดมา ผมยังไม่ได้ส่งเข้าไปใหม่ เพราะกะว่าคนที่ขโมยไปคงไม่กลับใจแล้ว รอให้เครื่องมีการใช้งานดีกว่า แล้วค่อยตามตำแหน่งเอา) แล้วตำแหน่งที่ผมเช็คได้เมื่อเวลาราวๆ 18.30 น. คือภาพนี้ครับ

i2

ตำแหน่งยังคงตำแหน่งเดิม แต่เวลาล่าสุดที่เครื่องอยู่บริเวณนี้คือเวลา 14.22 น. ถึงตรงนี้ผมกับน้องก็เลยสรุปได้ว่าเครื่องต้องเคยอยู่ในห้างเดอะมอลล์งาม วงศ์วานแห่งนี้แน่นอน แต่ตอนนี้คงจะถูกปิด หรือไม่ก็ขายไปแล้ว และถ้าเราอยากจะตามตำแหน่งเครื่องอีกที ก็ควรจะรู้ว่าเครื่องเปิดแล้ว มิเช่นนั้นเราสุ่มเช็คเอาก็คงจะเจอยาก ผมและน้องจึงคิดว่าควรส่งข้อความเข้าไปอีกครั้ง แต่ข้อความที่ส่งเข้าไปรอบนี้จะไม่ใช่ข้อความให้โทรกลับเหมือนครั้งก่อนๆ แต่ข้อความนี้คือ “Welcome” กะว่าให้คนที่เปิดเครื่องนี้ครั้งต่อไปรู้สึกดีหน่อยว่า iPhone มันต้อนรับเราให้ใช้งานแล้วนะ… โดยข้อความนี้ถูกส่งไปเมื่อเวลา 18.50 น.

หลังจากกินข้าวกันจนอิ่ม ผมกับน้องก็ไม่รู้จะทำยังไงต่อ จึงได้คุยกันว่ากลับก่อนดีกว่า ตามต่อก็คงไม่เจอ สรุปวันนี้ผมก็แห้วอีกตามเคย

แต่คืนวันนั้นเองขณะที่ผมนอนเล่นอยู่ ก็มีเสียงเมล์ดังเข้ามา ผมก็เช็คดูตามระเบียบ หลังเห็นเมล์ฉบับนั้น ผมเด้งขึ้นมาจากเตียงทีเดียว เพราะเมล์บอกว่าข้อความได้ถูกส่งไปแล้วเมื่อเวลา 22.14 น. ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ผมอ่านเมล์อยู่นั่นเอง… ผมรีบตรงดิ่งไปที่คอม แล้วก็เปิดเช็คตำแหน่งทันที

i3

หลังจากเห็นตำแหน่ง ผมตื่นเต้นมาก เพราะนี่มันค่อนข้างแคบกว่าที่ได้เมื่อตอนบ่ายเยอะเลย แต่ผมก็ยังไม่พอใจ จึงได้ทำการกด Update Location ดู หวังว่าจะได้ที่ละเอียดมากขึ้น ผลที่ได้ก็คือ

i4

ตำแหน่งที่ได้ แคบลงมาอีก ผมจึงกดดูแบบ Hybrid Mode ทันที

i5

เท่านั้นล่ะครับ ผมชวนครอบครัวออกไปท่องราตรีกันทันที ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเลยครับ หวังแค่ว่าอยากไปอยู่ใกล้เครื่องมากที่สุด และหวังว่าจะได้คืน แต่พอไปถึงปุ๊บ ก็พบว่าเป็นซอยที่เงียบและมืดมาก ก็เลยลองเดินด้อมๆ มองๆ ตามบ้านดู เผื่อจะเห็นใครเล่น iPhone อยู่ แต่ผลที่ได้คือเจอหมาแถวนั้นเห่าไล่แทน จึงมาตั้งหลักกันในรถและปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรกันต่อดี ตอนนั้นทุกคนสรุปได้ตรงกันว่าเครื่องนี้น่าจะถูกขายเปลี่ยนมือมาเรียบร้อย แล้ว คนนี้น่าจะเป็นคนที่ไปซื้อมาจากที่เดอะมอลล์ ก็เลยลองเช็คตำแหน่งอีกครั้งหนึ่งซึ่งก็ยังได้ตำแหน่งเดิมอยู่ จึงส่งข้อความเข้าไปอีกรอบ (พก MacBook มาด้วยเหมือนเดิม ตามระเบียบ) ตอนเวลา 23.16 น. ว่า “กรุณาโทรกลับ 08x-xxx-xxxx ด่วนมาก เรื่องฉุกเฉิน”  และข้อความนี้ก็ส่งเข้าไปถึงเครื่องทันที เพราะว่าทางระบบได้ส่งเมล์กลับมาแจ้งทันทีเมื่อกดส่ง

นั่งรอกันอยู่ประมาณ 10 นาที ก็ยังไม่มีโทรศัพท์ดังพร้อมทั้งเช็คตำแหน่งขณะนั้นก็พบว่าเครื่อง Offline ไปอีกแล้ว ก็เลยไม่รู้จะทำยังไงกันต่อดี จึงส่งข้อความมุกเดิมเข้าไปว่า “Welcome” เมื่อเวลา 23.29 น. แล้วก็ตัดใจและขับรถกลับบ้าน

ขณะที่ออกรถมาได้ไม่กี่นาที ก็มีเมล์เข้ามาบอกว่าข้อความได้ถูกส่งไปแล้วเมื่อเวลา 23.35 น. ผมจึงรีบจอดข้างทาง และเช็คตำแหน่งอีกครั้ง พบว่ายังคงอยู่ที่เดิม ก็เลยส่งข้อความเข้าไปอีกครั้งว่า “รบกวนโทรกลับเบอร์ 08x-xxx-xxxx ด่วน” แล้วก็ขับรถมุ่งหน้ากลับบ้านต่อโดยไม่หวังอะไรมาก และซักพักนึงก็มีโทรศัพท์ดังขึ้น…

คนที่โทรมาชื่อคุณ “ปุ๊ก” และผมก็เลยขออนุญาตเค้าเล่าความเหมือนที่เล่าไปในภาค 1 ให้เค้าฟัง พร้อมทั้งบอกว่าถ้าไม่เชื่อ เรามีใบแจ้งความเป็นหลักฐานให้ดูได้ และเค้าก็เชื่อผมพร้อมทั้งให้เบอร์ติดต่อผมมา พร้อมทั้งบอกว่าเค้าเพิ่งไปซื้อเครื่องมาวันนี้เองจากที่เดอะมอลล์งาม วงศ์วาน และยินดีให้ความร่วมมือในเรื่องนี้อย่างเต็มที่

วันรุ่งขึ้นผมจึงได้นัดเจอคุณปุ๊ก พร้อมทั้งเรียกตำรวจสน.ที่ไปแจ้งความไว้มา แล้วก็เดินไปบุกร้านที่เค้าซื้อมาทันที เพื่อสอบถามความเป็นมาว่าได้เครื่องนี้มาอย่างไร ขั้นตอนต่อจากนี้ผมจะ ไม่ขอเล่านะครับ เพราะอาจจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอกได้ และสุดท้ายตอนนี้ผมก็ได้เครื่องคืนแล้ว พร้อมทั้งรู้ตัวคนที่ขโมยไปแล้วครับ

จากประสบการณ์ของผมนั้น ผมจะขอแนะนำท่านที่อาจจะได้มีประสบการณ์เช่นนี้บ้างว่า อย่าไปใจดีให้โอกาสอะไรมาก แล้วก็ไม่ต้องไปเผยไต๋ว่ามี Find My iPhone เพราะจะทำให้คนขโมยไม่กล้าเปิดใช้ และส่งผลทำให้ตามเครื่องได้ล่าช้าเหมือนผมครับ

ปล. ผมคิดว่าถ้า True Move ได้มาอ่าน คงอยากจะได้ไปเป็นข่าวเพื่อทำตลาด ถ้ายังไงก็ติดต่อผมได้ที่ @Bankja นะครับ (หลงตัวเองดีมั๊ย)

ตามล่า iPhone สุดขอบเมืองด้วย Find My iPhone ภาค 2

ในภาค 2 นี้เนื้อเรื่องก็จะยังไม่เข้มข้นนะครับ แต่ก็ต้องเล่าให้ละเอียด เพราะบางท่านคงชอบอ่านเรื่องเต็มๆ

ก่อนอ่านภาคนี้ ผมขออธิบายก่อนว่า Find My iPhone ทำงานยังไง และมีลูกเล่นยังไงบ้างนะครับ

  1. เช็คได้ว่าเครื่องที่เราตั้งเอาไว้นั้นเปิดหรือปิดเครื่องอยู่
  2. สามารถหาตำแหน่งของโทรศัพท์ได้ หากโทรศัพท์เครื่องนั้นเปิดอยู่
  3. สามารถส่งข้อความเข้าไปที่เครื่องได้ผ่านทางเวป โดยจะสามารถเลือกได้ว่าจะมีขึ้นข้อความพร้อมเสียง หรือจะให้มีแต่ข้อความอย่างเดียวไม่มีเสียงก็ได้ ตรงนี้ไม่เกี่ยงซิมนะครับ ขอให้แค่เปิดเครื่องและมีสัญญาณมือถือก็สามารถส่งเข้าไปได้ทันที
  4. จะมีระบบ E-mail เตือนกลับมายังเราว่าข้อความที่ถูกส่งไปในข้อ 3 นั้น ได้ถูกแสดงผลที่เครื่องแล้ว ฉะนั้นถึงแม้จะส่งไปตอนที่ปิดเครื่องอยู่ พอเครื่องเปิด และได้รับข้อความ เราก็จะทราบได้ทันทีเช่นกัน
  5. E-mail เตือนที่ว่านั้นจะส่งเข้ายัง E-mail ของ MobileMe ที่เราสมัครไว้ ซึ่งถ้าใช้งานบน iPhone มันจะเป็น Push Mail นั่นแปลว่าถ้ามีเมล์แจ้งเตือนเข้ามานั้น เราจะรู้ได้ทันที
  6. ข้อความที่ถูกส่งไปยังโทรศัพท์ผ่านทาง Find My iPhone มีข้อเสียใหญ่ๆ คือ เมื่อกดปุ่ม Close หลังจากที่อ่านไปแล้ว จะทำให้ข้อความนั้นปิดไปและไม่มีทางจะอ่านได้อีกรอบ ฉะนั้นแม้เราจะส่งเบอร์เราเข้าไปให้โทรกลับ แต่ถ้าเค้ากดปิดไปแล้วโดยที่ยังไม่ได้จดหรือจำเบอร์ของเรา เค้าก็จะดูเบอร์อีกครั้งไม่ได้ และก็จะโทรกลับไม่ถูก
  7. Find My iPhone จะไม่สามารถบอกเราได้ว่าซิมที่ใส่อยู่เป็นเบอร์อะไร ฉะนั้นเราจะไม่สามารถโทร หรือเอาเบอร์ไปสืบต่อได้ ทำได้แต่ส่งข้อความเข้าไป แล้วหวังให้เค้าติดต่อกลับมา

เรามาเริ่มภาค 2 กันต่อเลยละกันโดยผมเว้นช่วงมา 2 วันหลังจากวันเกิดเหตุ ด้วยความหวังว่าอาจจะมีเครื่องส่งกลับมาบ้านผมในรูปแบบพัสดุ แต่ก็เงียบสนิทไม่มีวี่แวว ผมจึงได้ส่งข้อความเข้าไปผ่านทาง MobileMe เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2552 เวลา 12.37 น. ว่า “เครื่องนี้เป็นเครื่องถูกขโมย กรุณาติดต่อกลับ 08x-xxx-xxxx” หลังจากส่งเสร็จผมก็ไม่มีอะไรทำแล้ว นอกจากรอ โดยข้อความที่ผมส่งไปนี้ ผมหวังผลอยู่ 2 เรื่องคือ ถ้าเค้าเอาไปขายจริง และร้านเปิดมาเจอตอนเช็คเครื่อง ผมหวังว่าจะเจอร้านที่มีน้ำใจติดต่อกลับมา ส่วนอีกเรื่องคือผมจะได้สามารถเปิดเช็คตำแหน่งได้เมื่อมีการเปิดเครื่อง เพราะถ้ามีการเปิดเครื่อง และเครื่องได้ข้อความที่ผมส่งไปนั้น ผมก็จะรู้ทันทีจาก E-mail ที่ทางระบบจะส่งมาแจ้ง

จนเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2552 เวลา 17.21 น. ขณะที่ผมกำลังนั่งเล่นอยู่ที่ออฟฟิศของแฟน ก็มีเสียง E-mail เข้าตามปกติ ผมก็เปิดเช็คดู แต่เมล์ฉบับนี้ทำให้ผมตื่นเต้นมาก มันเป็นเมล์จากทางระบบของ MobileMe นั่นเอง ผมรีบถามแฟนผมทันทีว่ามีคอมเครื่องไหนที่ว่างจะใช้งานได้บ้าง เพราะผมอยากจะเช็คตำแหน่งจะได้รู้ซักทีว่าเครื่องอยู่ที่ไหน หรือถ้าโชคดีจะได้รู้ว่าใครเอาไป พอผมได้คอมปุ๊บ ผมก็รีบเข้าเวปทันที แต่พอผมเข้าไปถึงหน้า Find My iPhone ก็พบว่าเครื่องดังกล่าว Offline ไปแล้ว ผมเสียดายมากๆ จึงได้ทำการส่งอีกข้อความเข้าไปทันทีตอนเวลา 17.34 น. ว่า “เครื่องนี้ถูกขโมยมา กรุณาติดต่อกลับ 08x-xxx-xxxx ด่วนด้วยครับ”

จากนั้นก็เงียบสนิทมาหลายวัน จนผมนึกว่าคนที่ขโมยไปคงกลัวไม่กล้าเปิดเครื่อง พร้อมทั้งไม่กล้าส่งเครื่องคืนจนเอาเครื่องไปดองในไหปลาร้าที่ไหนแล้ว จนมาถึงวันที่ 7 กันยายน 2552 เวลา 11.53 น. ผมก็ได้รับเมล์จากทางระบบอีกครั้ง รอบนี้ผมอยู่หน้าคอมพอดี จึงรีบเข้าไปเวปเพื่อเช็คตำแหน่งโดยด่วนที่สุด หลังจากเข้าไปแล้วก็รอให้ทางระบบหาตำแหน่งอยู่นานหลายนาที จนสุดท้ายระบบก็หาตำแหน่งไม่เจอ พร้อมทั้งบอกว่าเครื่องได้ Offline ไปแล้ว รอบนี้ทำผมเซ็งเอามากทีเดียว ใจนึงก็แอบคิดว่าสงสัย MobileMe ตูจะพึ่งพาไม่ได้ซะแล้ว แต่ไอการที่จะให้เดาว่าใครเอาไป ก็ไม่มีหลักฐานพอเพียงให้สรุปอยู่ดี จึงได้ส่งข้อความเข้าไปอีกตอนเวลา 12.04 ว่า “เครื่องนี้ถูกขโมยมา กรุณาติดต่อกลับ 08x-xxx-xxxx ด้วยครับ มีค่าตอบแทนให้ครับ” ตอนที่ส่งข้อความนี้นั้น ผมคิดว่ารอบหน้าที่เปิดเครื่องต้องเป็นร้านเปิดแน่ๆ แล้วก็ภาวนาให้เป็นเช่นนั้น และขอให้ร้านติดต่อมา

อ่านแล้วเริ่มเบื่อกันรึยังครับ ตามเครื่องมาหลายวันแล้ว ยังไม่ได้เรื่องซักที แต่ขอจบภาค 2 ตรงนี้ก่อนนะครับ พักยกก่อน เมื่อยมือครับ

ตามล่า iPhone สุดขอบเมืองด้วย Find My iPhone ภาค 1

เรื่องที่ท่านกำลังจะได้อ่านนี้เป็นเรื่องจริง ไม่อิงนิยายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากผมเคยอ่านข่าวว่าต่างประเทศมีการจับโจรขโมยโทรศัพท์ด้วยระบบ Find My iPhone มาแล้ว ผมก็เลยไม่น้อยหน้าบ้าง (ผมเชื่อว่าผมเป็นคนแรกในประเทศไทยนะ ถ้าใครมี หรือรู้จักคนที่มีประสบการณ์นี้ก่อนผม ช่วยบอกที) อย่าเกริ่นกันยาวเลยดีกว่า เริ่มเลยละกัน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2552 นะครับ เริ่มมาจากน้องชายผมเค้าไปเที่ยวกับเพื่อนๆ เค้า แล้วก็ไม่ยอมกลับบ้าน เลยไปค้างหอเพื่อนของเพื่อนอีกทีนึง พอตื่นเที่ยงขึ้นมาก็พบว่า iPhone 3G by True ที่วางไว้ด้านหัวที่นอน ก่อนจะหลับไปได้หายไปแล้ว พอน้องชายผมรู้ตัว ก็รีบหาเครื่องพร้อมทั้งถามเพื่อนที่นอนด้วยกันว่ามีใครเห็นบ้าง ก็ได้ความว่าไม่มีใครรู้เห็นใดๆ ทั้งสิ้น น้องผมจึงสรุปได้ในใจว่า “โทรศัพท์กูโดนขโมยแน่ๆ”

เนื่องจากน้องชายผม (ต่อไปจะเรียกว่า “น้องบลู”) ยังอ่อนต่อโลกนี้นัก จึงทำอะไรไม่ถูก ก็เลยนักแท๊กซี่กลับมาบ้านเพื่อเล่าให้แม่ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น (น้องไม่กล้าเล่าให้ผมฟัง เพราะว่าโทรศัพท์เครื่องนี้ผมเป็นคนให้เค้าเอง) แต่สุดท้ายแม่ก็ต้องมาเล่าให้ผมฟังอยู่ดี จากนั้นผมก็ยกครอบครัวกันไปเลยทีเดียว โดยให้น้องโทรเรียกคนที่ไปนอนด้วยกันทั้งหมดไปรวมกันที่หอที่เกิดเหตุ

ระหว่างทางไปผมก็สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ ก็ได้ความว่าคืนที่เกิดเหตุมีน้องบลู เพื่อนอีก 4 คน (หนึ่งในนี้เป็นน้องชายของเจ้าของห้อง) พี่สาวเพื่อน (เจ้าของห้อง) และแฟนของพี่สาวเพื่อน สรุปแล้วมีผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 6 คน

พอผมไปถึงที่นั่น แฟนพี่สาวเจ้าของห้องก็ไม่อยู่แล้ว ก็เลยเหลือคนที่จะเค้นเอาเครื่องคืนได้แค่ 5 คน ผมก็เริ่มจากเด็ก 4 คนก่อน เพราะน่าสงสัยที่สุด ขั้นตอนการเค้นเครื่องคืนของผมท่านจะบอกว่าใจดีเกินไปก็คงได้ เพราะตอนนั้นใจผมอยากจะให้โอกาสเด็กอย่างเดียว อยากให้เค้าได้กลับตัว เริ่มแรกผมก็คุยกันดีๆ ก่อนว่าใครเอาไปให้เอามาคืน เพราะสิ่งที่ทำไปนั้นมันเป็นสิ่งไม่ถูก กลับตัวตอนนี้ยังทัน จะไม่ว่าอะไร เพราะถ้าไม่เอาคืนนั้น เรื่องถึงตำรวจจะทำให้เสียประวัติได้ แต่ผลที่ได้คือไม่มีใครยอมรับอยู่ดี

ผมจึงคิดว่าถ้าเด็กๆ อยู่รวมกัน 4 คน อาจจะมีคนอายจนไม่กล้ายอมรับ ผมจึงได้เดินห่างออกมาไกลๆ แล้วเรียกเด็กเข้ามาคุยทีละคน หวังให้เค้าสารภาพ แต่ผลที่ได้ก็ยังไม่เป็นตามหวังอยู่ดี ไม่มีใครยอมรับซักคน ผมจึงเริ่มขู่เด็กว่าเครื่องที่เอาไปนั้นผมติดตามระบบค้นหาตำแหน่งเอาไว้ ถึงขโมยไปก็เอาไปใช้ไม่ได้อยู่ดี เพราะถ้าเปิดเครื่องปุ๊บ ผมจะรู้ทันทีว่าเครื่องอยู่ที่ไหน พร้อมทั้งโชว์การหาตำแหน่งเครื่อง iPhone 3GS ของผมให้เค้าดูด้วยบริการ Find My iPhone แต่ก็ยังไม่เป็นผล ไม่มีใครยอมรับอยู่ดี

เมื่อไม่มีใครรับ ผมเลยขอเด็กที่เป็นน้องชายเจ้าของห้องว่าอยากจะขอดูห้องหน่อย จะสะดวกมั๊ย เค้าก็โอเคแล้วพาผมขึ้นไปดู พอเข้าไปในห้องก็พบพี่สาวเค้าอยู่ข้างใน ก็เลยขออนุญาตค้นห้องเพื่อหาเครื่องหน่อย ซึ่งพี่สาวเค้าก็ยอมให้ค้น แต่สุดท้ายผมก็ไม่เจอเบาะแสใดๆ จึงได้ทำการบอกพี่สาวถึงเรื่องที่ผมสามารถตามตำแหน่งได้หากขโมยเครื่องไป และเค้าก็บอกว่าไม่ได้เอาไป พร้อมทั้งแนะนำให้ไปแจ้งความดีกว่าเพื่อความสบายใจของเค้าเองด้วย

และเมื่อไม่มีใครยอมรับว่าเอาไป สุดท้ายก็เลยต้องไปแจ้งความกันจริงๆ โดยยกกันไปโรงพักทุกคน โดยมีแฟนเจ้าของห้องตามไปที่โรงพักด้วย สรุปคือไปกันพร้อมหน้าเลยทีเดียว ทางตำรวจก็ได้ทำการสอบถามเบื้องต้น พร้อมลงบันทึกประจำวันไว้ แล้วก็ออกใบแจ้งความมาให้ แต่ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้านนั้น ผมยังยื่นโอกาสสุดท้ายให้คนที่ขโมยไปได้กลับตัว นั่นคือ ผมเขียนที่อยู่บ้านของผมใส่กระดาษ แล้วเอาไปแจกให้ผู้ต้องสงสัยทุกท่าน พร้อมทั้งบอกว่าหากเอาเครื่องไป แต่อายที่จะสารภาพกันตอนนี้ ก็ส่งเครื่องกลับมาให้ผมทางไปรษณีย์ก็ได้ แล้วผมจะไม่เอาความใดๆ (จริงๆ มันเป็นคดีอาญา ยอมความกันไม่ได้) จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ส่วนผมและครอบครัวก็ยังคงงงกันต่อไปว่าใครนะมันช่างกล้าเอาเครื่องไป…